ต้อง Work from Home กันยาวแบบนี้เลือกประกันรถยนต์แบบไหนดีถึงจะคุ้ม

ประกันรถยนต์

สำหรับสถานการณ์โควิด 19 ในไทยในตอนนี้ก็ยังน่าเป็นห่วง มาตรการต่าง ๆ ที่จะต้องให้คนลดการเดินทางถูกนำมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการ Work from Home ที่ตอนนี้ทั้งส่วนราชการและเอกชนต่างทำไปมากกว่า 70 – 80 % เมื่อลดการเดินทางและอยู่บ้านมากขึ้น หลายคนจึงไม่ได้ใช้รถเหมือนที่ผ่านมา ตรงนี้จึงเริ่มทำให้หลายคนเริ่มคิดถึงเรื่องการเปลี่ยนประกันรถยนต์ที่เหมาะสมกับสภาพการณ์

และดูทีท่าแล้วสถานการณ์การณ์คงไม่คลี่คลายได้ง่าย ๆ โอกาสที่หลายคนจะต้องเปลี่ยนมา Work from Home กันยาว ๆ ก็มีสูง เมื่อไม่ต้องเดินทาง การใช้รถก็ลดลงตามไปด้วย หากเป็นแบบนี้หากจะเลือกทำประกันหรือเปลี่ยนประกันรถยนต์ ควรจะเลือกเป็นแบบไหนถึงจะคุ้มค่าและเหมาะสมกับสภาพการณ์ เรามีคำแนะนำมาฝาก

เข้าใจขอบเขตความคุ้มครองของประกันรถยนต์แต่ละแบบ

ประกันรถภาคสมัครใจที่เราเลือกซื้อเพิ่มเติมเองได้นั้น ปัจจุบันก็จะมีอยู่ 5 แบบ ทุกบริษัทก็จะเป็นเหมือนกันหมด นั่นคือ มีตั้งแต่ประกันชั้น 1, ประกัน 2+, ชั้น 2, 3+, และประกันชั้น 3 เป็นลำดับสุดท้าย ซึ่งระดับขอบเขตความคุ้มครองก็จะลดหลั่นตามลำดับชั้นกันลงไป โดยจะกล่าวสรุปให้เห็นภาพรวมคร่าว ๆ ดังนี้

1.หากเกิดความเสียหายต่อตัวรถยนต์

ถ้าเป็นประกันรถยนต์ชั้น 1 จะคุ้มครองให้ทั้งรถคุณและรถคู่กรณี แม้ไม่มีคู่กรณีประกันชั้น 1 ก็ยังมีการชดเชยให้ และประกันที่ให้การดูแลที่ใกล้เคียงกับประกันชั้น 1 มากที่สุดก็คือ ประกัน 2+ แม้จะให้ความคุ้มครองได้ใกล้เคียงแต่ด้วยเบี้ยประกันที่ถูกกว่าจึงอาจมีเงื่อนไขชดเชยที่ลดหลั่นลงมากในบางกรณี ส่วนประกันชั้น 2 และ 3 นั้นจะดูแลชดเชยความเสียหายต่อตัวรถของคู่กรณีเท่านั้น ถ้ารถผู้ทำประกันเสียหายต้องจ่ายค่าซ่อมเอง

2.กรณีอุบัติภัย (รถหาย, ไฟไหม้, ภัยธรรมชาติต่าง ๆ)

ประกันชั้น 1, 2+และชั้น 2 จะดูแลชดเชยในส่วนนี้ ตามทุนประกันที่ทำไว้ แต่ประกันชั้น 3 จะไม่คุ้มครองมาถึงในกรณีนี้

3.ดูแลชีวิตและทรัพย์สินบุคคลภายนอก

ประกันทั้ง 5 แบบจะดูแลกรณีนี้ทั้งหมด ลดหลั่นกันไปตามทุนประกัน

4.คุ้มครองแนบท้ายส่วนอื่น ๆ

อย่างค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติม ค่าประกันตัวกรณีการถูกดำเนินคดี ก็จะมีดูแลในส่วนนี้ในประกันทั้ง 5 แบบแต่วงเงินประกันจะไม่เท่ากัน ซึ่งตรงนี้ผู้ทำประกันสามารถปรับเปลี่ยนวงเงินได้

ใช้รถน้อยลงแบบนี้เลือกประกันแบบไหนดี

เมื่อเห็นภาพรวมของประกันรถแต่ละแบบแล้วว่าดูแลเราอย่างไรบ้าง ทีนี้การจะพิจารณาว่าจะต่อประกันแบบไหนในช่วงที่ใช้รถน้อยลงแบบนี้ ก็ให้พิจารณาจากพื้นฐานตัวคุณก่อนว่ามีสไตล์การขับขี่อย่างไร ถ้าเป็นคนใจร้อนขับรถเร็ว หรือเป็นมือใหม่หัดขับ บางครั้งอาจจะไม่ต้องเปลี่ยนลดระดับประกันก็ได้ แต่ถ้าใครรู้สึกว่าต้องการเซฟเงินขึ้นอีกนิด ก็แนะนำว่าให้ลดระดับประกันลง 1 ขั้น

ตัวอย่างเช่น เดิมมีประกันชั้น 1 อยู่ ก็ให้ต่อหรือเปลี่ยนประกันเป็น 2+ เดิมทำ 2+ อยู่ก็ให้ลดลงมาอยู่ที่ชั้น 2 อย่างนี้เป็นต้น ตรงนี้ก็จะช่วยเซฟเงินลงไปได้ แต่ความคุ้มครองที่คุ้มค่าก็ยังคงมีอยู่ และก็ดูเหมาะสมกับสถานการณ์มากขึ้นด้วยนั่นเอง

นี่คือแนวทางการปรับเปลี่ยนการทำประกันรถให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ต้อง Work from Home กันยาว ๆ แบบนี้ซึ่งหากใครยังไม่แน่ใจว่าตนเองควรเปลี่ยนประกันดีไหม ผู้เขียนขอแนะนำให้เหาข้อมูลเช็กเบี้ยและความคุ้มครองประกันรถยนต์แบบต่าง ๆ ของแต่ละบริษัทประกันได้เลยที่ EasyCompare เช็กง่ายทำได้สะดวก ช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นอีกเยอะ