วิธีอ่าน Date Code อย่างถูกต้องที่ร้านรับซื้อกระเป๋าแบรนด์ไม่เคยบอก!

รับซื้อกระเป๋าแบรนด์

การอ่าน Date Code ยากพอๆ กับการทำข้อสอบ หรือยากพอๆ กับแกทเชื่อมโยงเลยทีเดียว ดังนั้น หลายๆ ท่านจึงมักโดนย้อมแมวจากการที่อ่าน Date Code กันไม่เป็นนี่ล่ะ ทางเราจึงยอมไม่ได้ที่จะเห็นคุณโดนหลอก เราจึงได้รวบรวมวิธีการอ่าน Date Code อย่างง่ายๆ เข้าใจง่ายๆ ที่ร้านรับซื้อกระเป๋าแบรนด์ไม่เคยบอกมาฝาก รับรองว่า หากอ่านบทความนี้จบการอ่าน Date Code จะเป็นเรื่องหมูๆ ไปเลย

วิธีอ่าน Date Code อย่างถูกต้องที่ร้านรับซื้อกระเป๋าแบรนด์ไม่เคยบอก!

ก่อนอื่นคุณต้องทราบก่อนว่ากระเป๋าที่ผลิตก่อนปี ค.ศ.1980 หากผลิตที่ French Company จะไม่มี Date Code แต่จะมีแค่ tyvek-like tag หากผลิตที่ Saks Fifth Avenue จะไม่มี Date Code แต่จะมีแค่ stamp และหากผลิตที่ Fabric Design – จะไม่มี Date Code แต่จะมีแค่ stamp เช่นกัน

วิธีการอ่าน Date Code สำหรับกระเป๋าปี ค.ศ.1980 เป็นต้นมา มีดังนี้

  • 3 numbers YYM – 821 is January 1982 
  • 4 numbers YYMM – 8312 is December 1983 
  • 2 letters 3 numbers LL YYM – TH 863 is March 1986 
  • 3 numbers 2 letters YYM LL – 865 TH is May 1986 
  • 2 letters 4 numbers LL YYMM – TH 8812 is December 1988 
  • 4 numbers 2 letters YYMM LL – 8910 TH is October 1989 

วิธีการอ่าน Date Code สำหรับกระเป๋าปี ค.ศ. 1990 เป็นต้นมา มีดังนี้

Date Code จะเป็น 2 ตัวอักษร 4 ตัวเลข โดยตัวอักษรแสดงถึงสถานที่ผลิต ตัวเลขแสดงเดือนและปีที่ผลิต โดยตัวเลขตัวที่ 1,3=เดือน ตัวที่ 2,4=ปี เช่น VI 0928 คือ กระเป๋าหลุยส์ที่ผลิต ฝรั่งเศส เดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.1998 

วิธีการอ่าน Date Code สำหรับกระเป๋าปี ค.ศ.2007 – ปัจจุบัน มีดังนี้ 

Date Code จะเป็น 2 ตัวอักษร 4 ตัวเลข โดยตัวอักษรแสดงถึงสถานที่ผลิต ตัวเลขแสดงสัปดาห์และปีที่ผลิต โดยตัวเลขตัวที่ 1,3=สัปดาห์ ตัวที่ 2,4=ปี เช่น SP1029 คือ กระเป๋าหลุยส์ที่ผลิต ฝรั่งเศส สัปดาห์ที่12 ปี ค.ศ.2009 
และทั้งหมดทั้งมวลนี้ คือ วิธีการอ่าน Date Code อย่างง่ายๆ เข้าใจง่ายๆ ที่ร้านรับซื้อกระเป๋าแบรนด์ไม่เคยบอกที่เรานำมาฝากกันในบทความนี้ จบบทความนี้ไป ก็อย่าลืมหยิบกระเป๋าแบรนด์เนมใบโปรดของคุณมาลองอ่าน Date Code กันดูนะ

หาซื้อ กระเป๋าแบรนด์เนมของแท้ต้อง Brandnameexchange

ต้อง Work from Home กันยาวแบบนี้เลือกประกันรถยนต์แบบไหนดีถึงจะคุ้ม

ประกันรถยนต์

สำหรับสถานการณ์โควิด 19 ในไทยในตอนนี้ก็ยังน่าเป็นห่วง มาตรการต่าง ๆ ที่จะต้องให้คนลดการเดินทางถูกนำมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการ Work from Home ที่ตอนนี้ทั้งส่วนราชการและเอกชนต่างทำไปมากกว่า 70 – 80 % เมื่อลดการเดินทางและอยู่บ้านมากขึ้น หลายคนจึงไม่ได้ใช้รถเหมือนที่ผ่านมา ตรงนี้จึงเริ่มทำให้หลายคนเริ่มคิดถึงเรื่องการเปลี่ยนประกันรถยนต์ที่เหมาะสมกับสภาพการณ์

และดูทีท่าแล้วสถานการณ์การณ์คงไม่คลี่คลายได้ง่าย ๆ โอกาสที่หลายคนจะต้องเปลี่ยนมา Work from Home กันยาว ๆ ก็มีสูง เมื่อไม่ต้องเดินทาง การใช้รถก็ลดลงตามไปด้วย หากเป็นแบบนี้หากจะเลือกทำประกันหรือเปลี่ยนประกันรถยนต์ ควรจะเลือกเป็นแบบไหนถึงจะคุ้มค่าและเหมาะสมกับสภาพการณ์ เรามีคำแนะนำมาฝาก

เข้าใจขอบเขตความคุ้มครองของประกันรถยนต์แต่ละแบบ

ประกันรถภาคสมัครใจที่เราเลือกซื้อเพิ่มเติมเองได้นั้น ปัจจุบันก็จะมีอยู่ 5 แบบ ทุกบริษัทก็จะเป็นเหมือนกันหมด นั่นคือ มีตั้งแต่ประกันชั้น 1, ประกัน 2+, ชั้น 2, 3+, และประกันชั้น 3 เป็นลำดับสุดท้าย ซึ่งระดับขอบเขตความคุ้มครองก็จะลดหลั่นตามลำดับชั้นกันลงไป โดยจะกล่าวสรุปให้เห็นภาพรวมคร่าว ๆ ดังนี้

1.หากเกิดความเสียหายต่อตัวรถยนต์

ถ้าเป็นประกันรถยนต์ชั้น 1 จะคุ้มครองให้ทั้งรถคุณและรถคู่กรณี แม้ไม่มีคู่กรณีประกันชั้น 1 ก็ยังมีการชดเชยให้ และประกันที่ให้การดูแลที่ใกล้เคียงกับประกันชั้น 1 มากที่สุดก็คือ ประกัน 2+ แม้จะให้ความคุ้มครองได้ใกล้เคียงแต่ด้วยเบี้ยประกันที่ถูกกว่าจึงอาจมีเงื่อนไขชดเชยที่ลดหลั่นลงมากในบางกรณี ส่วนประกันชั้น 2 และ 3 นั้นจะดูแลชดเชยความเสียหายต่อตัวรถของคู่กรณีเท่านั้น ถ้ารถผู้ทำประกันเสียหายต้องจ่ายค่าซ่อมเอง

2.กรณีอุบัติภัย (รถหาย, ไฟไหม้, ภัยธรรมชาติต่าง ๆ)

ประกันชั้น 1, 2+และชั้น 2 จะดูแลชดเชยในส่วนนี้ ตามทุนประกันที่ทำไว้ แต่ประกันชั้น 3 จะไม่คุ้มครองมาถึงในกรณีนี้

3.ดูแลชีวิตและทรัพย์สินบุคคลภายนอก

ประกันทั้ง 5 แบบจะดูแลกรณีนี้ทั้งหมด ลดหลั่นกันไปตามทุนประกัน

4.คุ้มครองแนบท้ายส่วนอื่น ๆ

อย่างค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติม ค่าประกันตัวกรณีการถูกดำเนินคดี ก็จะมีดูแลในส่วนนี้ในประกันทั้ง 5 แบบแต่วงเงินประกันจะไม่เท่ากัน ซึ่งตรงนี้ผู้ทำประกันสามารถปรับเปลี่ยนวงเงินได้

ใช้รถน้อยลงแบบนี้เลือกประกันแบบไหนดี

เมื่อเห็นภาพรวมของประกันรถแต่ละแบบแล้วว่าดูแลเราอย่างไรบ้าง ทีนี้การจะพิจารณาว่าจะต่อประกันแบบไหนในช่วงที่ใช้รถน้อยลงแบบนี้ ก็ให้พิจารณาจากพื้นฐานตัวคุณก่อนว่ามีสไตล์การขับขี่อย่างไร ถ้าเป็นคนใจร้อนขับรถเร็ว หรือเป็นมือใหม่หัดขับ บางครั้งอาจจะไม่ต้องเปลี่ยนลดระดับประกันก็ได้ แต่ถ้าใครรู้สึกว่าต้องการเซฟเงินขึ้นอีกนิด ก็แนะนำว่าให้ลดระดับประกันลง 1 ขั้น

ตัวอย่างเช่น เดิมมีประกันชั้น 1 อยู่ ก็ให้ต่อหรือเปลี่ยนประกันเป็น 2+ เดิมทำ 2+ อยู่ก็ให้ลดลงมาอยู่ที่ชั้น 2 อย่างนี้เป็นต้น ตรงนี้ก็จะช่วยเซฟเงินลงไปได้ แต่ความคุ้มครองที่คุ้มค่าก็ยังคงมีอยู่ และก็ดูเหมาะสมกับสถานการณ์มากขึ้นด้วยนั่นเอง

นี่คือแนวทางการปรับเปลี่ยนการทำประกันรถให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ต้อง Work from Home กันยาว ๆ แบบนี้ซึ่งหากใครยังไม่แน่ใจว่าตนเองควรเปลี่ยนประกันดีไหม ผู้เขียนขอแนะนำให้เหาข้อมูลเช็กเบี้ยและความคุ้มครองประกันรถยนต์แบบต่าง ๆ ของแต่ละบริษัทประกันได้เลยที่ EasyCompare เช็กง่ายทำได้สะดวก ช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นอีกเยอะ